‘ครบรอบ 20 ปี กปท.’ ผนึกพลังท้องถิ่นทั่วประเทศ เชื่อม 3 กลไก เสริมสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง
“20 ปี กปท.” ผนึกพลังท้องถิ่นทั่วประเทศ ร่วมสร้างระบบสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง จุดเริ่มต้นปี 2549 อปท. 888 แห่ง ร่วมนำร่องจัดตั้ง กปท. ปัจจุบันขยายครอบคลุม 7,759 แห่ง พร้อมต่อยอดความร่วมมือ 74 อบจ. ขับเคลื่อน “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด” เพิ่มโอกาสผู้ป่วย คนพิการ และผู้สูงอายุเข้าถึงบริการฟื้นฟูและอุปกรณ์ที่จำเป็น ก่อนพัฒนาต่อ “ระบบดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข” หรือ LTC ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 4.3 แสนคนถึงบ้าน พร้อมวางทิศทางปี 2570 เชื่อม 3 กลไกกองทุนท้องถิ่นตอบโจทย์สุขภาพประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ปี 2569 นับเป็นวาระครบรอบ 20 ปี การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ หรือ “กปท.” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สปสช. กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการจัดการสุขภาพประชาชน โดยเปิดโอกาสให้หน่วยบริการ ภาคประชาชน และชุมชนร่วมกำหนดปัญหา วางแผน และจัดบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ ตลอดสองทศวรรษ ความร่วมมือนี้ได้ขยายจากการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับตำบล ไปสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด ซึ่งพัฒนาจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด และระบบ LTC สำหรับผู้สูงอายุและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ทำให้บริการสุขภาพกระจายจากโรงพยาบาลไปถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ศูนย์ผู้สูงอายุ ศูนย์ฟื้นฟู ชุมชน และครัวเรือน
“หัวใจของการทำงานคือการนำงบประมาณและการตัดสินใจเข้าไปใกล้ประชาชน เพราะแต่ละชุมชนมีปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพต่างกัน ท้องถิ่นและคนในพื้นที่เข้าใจบริบทของตนเองดีที่สุด ขณะที่ สปสช. สนับสนุนงบประมาณ หลักเกณฑ์ ข้อมูล และองค์ความรู้ ส่วนหน่วยบริการสนับสนุนด้านวิชาการ เมื่อทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน งบประมาณจึงเปลี่ยนเป็นบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.จเด็จ กล่าวว่า กปท. เริ่มดำเนินงานในปี 2549 มี อปท. เข้าร่วม 888 แห่ง ใช้รูปแบบกองทุนร่วมสมทบ หรือ Matching Fund ระหว่าง สปสช. กับ อปท. เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการที่จำเป็นตามบริบทของพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยบริการ โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ และองค์กรประชาชน ร่วมจัดทำโครงการสุขภาพครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย
สำหรับกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุน มีทั้งการส่งเสริมพัฒนาการและโภชนาการเด็ก การดูแลสุขภาพช่องปาก การคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูง การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การดูแลสุขภาพจิต การป้องกันการหกล้ม และการควบคุมโรคติดต่อ
ขณะเดียวกัน ปีงบประมาณ 2568 มี กปท. 7,759 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนโครงการที่มีข้อมูลการเบิกจ่าย 160,286 โครงการ รวมวงเงินที่ได้รับอนุมัติกว่า 4,608.52 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แผ่นรองซับ และอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่ผู้ที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้และผู้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าว 101,430 คน
“คุณค่าของ กปท. ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนโครงการหรือการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่อยู่ที่การทำให้ชุมชนมีพื้นที่กลางสำหรับร่วมคิดและจัดการสุขภาพ โดยในปีงบประมาณ 2570 จะมุ่งขับเคลื่อนการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดในชุมชน บริการแว่นตาสำหรับเด็ก ผ้าอ้อมสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง และการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังเชิงรุกในชุมชน” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่ออีกว่า สปสช. ได้ขยายความร่วมมือสู่ระดับจังหวัดในปี 2552 โดยเริ่มนำร่องกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 3 แห่ง เพื่อให้ผู้ป่วย คนพิการ และผู้สูงอายุเข้าถึงบริการฟื้นฟูและอุปกรณ์ที่จำเป็น ผ่านความร่วมมือระหว่าง อบจ. โรงพยาบาล หน่วยบริการ ศูนย์ฟื้นฟู องค์กรคนพิการ และเครือข่ายชุมชน
ทั้งนี้ กองทุนใช้รูปแบบ Matching Fund โดย สปสช. จัดสรรงบประมาณตามจำนวนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในจังหวัด และ อบจ. สมทบไม่น้อยกว่าวงเงินที่ สปสช. จัดสรร หรืออย่างน้อยในสัดส่วน 1 ต่อ 1 เพื่อนำไปสนับสนุนบริการกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด เครื่องช่วยความพิการ ศูนย์ยืม–คืนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ศูนย์ฟื้นฟูใกล้บ้าน บริการเชิงรุก และการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการดำรงชีวิต
ขณะเดียวกัน ปีงบประมาณ 2568 มี อบจ. ร่วมดำเนินงาน 74 จังหวัด มีผู้รับบริการรวม 254,529 คน ในจำนวนนี้ 239,320 คน ได้รับบริการกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดผ่านหน่วยบริการ 941 แห่ง รวม 459,690 ครั้ง ขณะที่ประชาชน 15,209 คน ได้รับกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยที่จำเป็นรวม 15,826 ชิ้น
สำหรับทิศทางต่อไป จะยกระดับกองทุนจากการเน้นบริการฟื้นฟูสมรรถภาพไปสู่การเป็นกลไกสุขภาพระดับจังหวัดที่ครอบคลุมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการปฐมภูมิเชิงรุก พร้อมเชื่อมข้อมูลและทรัพยากรของจังหวัดเพื่อจัดบริการให้สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพ โดยไม่ซ้ำซ้อนกับ กปท. ในระดับตำบล
เลขาธิการ สปสช. กล่าวเสริมว่า ในปี 2559 สปสช. ได้ต่อยอดความร่วมมือระดับท้องถิ่นด้วยระบบ LTC เริ่มจากการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ก่อนขยายครอบคลุมผู้มีภาวะพึ่งพิงทุกกลุ่มอายุและทุกสิทธิ รวมถึงผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยสมองเสื่อม เพื่อเตรียมระบบสุขภาพชุมชนรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทั้งนี้ ปัจจุบันมี อปท. เข้าร่วมระบบ LTC จำนวน 7,537 แห่ง จากทั้งหมด 7,767 แห่ง หรือครอบคลุมประมาณ 97% มีผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลกว่า 4.3 แสนคน โดย 75% มีผลประเมินความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน หรือ Barthel ADL คงที่หรือดีขึ้น
อย่างไรก็ดี สปสช. เพิ่มงบประมาณบริการ LTC จาก 2,900 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 เป็น 5,514 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายประมาณ 5.3 แสนคน พร้อมพัฒนากำลังคนร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปัจจุบันมี Care Manager สะสมมากกว่า 20,000 คน และ Caregiver สะสมมากกว่า 120,000 คน โดยผู้มีภาวะพึ่งพิงจะได้รับการประเมินและจัดทำแผนการดูแลตามความจำเป็น พร้อมบริการเชิงรุกที่บ้านโดยทีมหมอครอบครัว ทีมสหวิชาชีพ และผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver)
นอกจากนี้ ในปี 2568 รัฐบาลยังได้มอบหมายให้ สปสช. ส่งเสริมการจ้างงาน Caregiver เพื่อให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ในชุมชน โดยมี อปท. เป็นหน่วยบริหารจัดการและร่วมดำเนินงานทั่วประเทศ
สำหรับระยะต่อไปในปี 2570 สปสช. จะร่วมกับ อปท. พัฒนาระบบการจ้าง Caregiver ให้มีรูปแบบเดียวกัน มีความยืดหยุ่น และต่อเนื่องตามภาระงาน พร้อมเชื่อมการดูแลที่บ้านกับศูนย์ดูแลกลางวัน การฟื้นฟูระยะกลางในชุมชน และการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับบริการต่อเนื่อง ขณะที่ครอบครัวได้รับการสนับสนุนและลดภาระการดูแล
นพ.จเด็จ กล่าวในตอนท้ายว่า กปท. กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด และระบบ LTC มีบทบาทต่างกันแต่เชื่อมโยงกัน โดย กปท. เป็นฐานการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุนระดับจังหวัดเชื่อมทรัพยากรและบริการที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจังหวัด ส่วน LTC จัดบริการต่อเนื่องแก่ผู้มีภาวะพึ่งพิงถึงบ้าน
“ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 สปสช. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเชื่อมข้อมูล แผนงาน งบประมาณ และการจัดบริการของทั้ง 3 กลไกให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างชัดเจน เป้าหมายคือทำให้ทุกพื้นที่สามารถจัดบริการได้ตรงกับปัญหา ประชาชนเข้าถึงการดูแลที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและใกล้บ้าน และทำให้ระบบสุขภาพชุมชนเป็นหลักประกันที่พร้อมดูแลประชาชนในทุกช่วงของชีวิต” เลขาธิการ สปสช. กล่าว





