5 หน่วยงานรัฐพร้อมหนุน เครือข่าย ‘คนหูหนวก LGBTQ+’ เน้นมีส่วนร่วม ‘นโยบายสาธารณะ’
5 หน่วยงานรัฐ ร่วมแลกเปลี่ยนบทบาทสนับสนุนเครือข่ายคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ ครอบคลุมทั้งสิทธิมนุษยชน สุขภาวะ สิทธิสุขภาพ กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคระหว่างเพศ พร้อมเปิดช่องให้เครือข่ายมีส่วนร่วมสะท้อนปัญหา เสนอข้อมูล และขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์กลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อน
ชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพและจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2–4 พ.ค. 2569 ณ โรงแรมเดอะเล็คกาซี่ จ.นนทบุรี โดยมีเวทีอภิปรายหัวข้อ “บทบาทของหน่วยงานรัฐไทยในการพัฒนาศักยภาพและคุ้มครองสิทธิของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานรัฐและเครือข่ายคนหูหนวก LGBTQ+ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานในอนาคต
เวทีดังกล่าวมีผู้แทนจาก 5 หน่วยงานรัฐเข้าร่วม ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยทุกหน่วยงานเห็นตรงกันว่า คนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นกลุ่มประชากรที่อาจเผชิญข้อจำกัดหลายมิติ ทั้งด้านการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล การใช้สิทธิ การเข้าสู่ระบบบริการ และการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐ
น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กสม. มีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบ และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงกฎหมายหรือนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน โดยหากสมาชิกของชมรมหรือเครือข่ายคนหูหนวก LGBTQ+ รู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนต่อ กสม. ได้ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค สายด่วน 1377 อีเมล หรือช่องทางออนไลน์ของ กสม.
น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคนพิการและกลุ่ม LGBTQ+ ในหลายลักษณะ แต่ยังไม่ค่อยพบเรื่องร้องเรียนจากคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศโดยตรง จึงต้องการให้เครือข่ายช่วยส่งข้อมูลสถานการณ์ ปัญหา และข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป
“รัฐมีหน้าที่เคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประชาชน หากคนพิการหรือ LGBTQ+ ไปใช้บริการของรัฐ รัฐต้องจัดให้เข้าถึงสิทธิและบริการอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการเลือกปฏิบัติหรืออุปสรรคในการใช้สิทธิ” น.ส.สุภัทรา กล่าว
นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ โดยมองสุขภาวะอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพกาย สุขภาวะทางสังคม เศรษฐกิจ และปัญญา สำหรับคนพิการ สุขภาวะไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่เจ็บป่วย แต่รวมถึงการพึ่งพาตนเองได้ มีส่วนร่วมในชุมชน มีศักดิ์ศรี มีรายได้ มีงานทำ และมีความสุข
นางภรณี กล่าวว่า บทบาทของ สสส. คือการสนับสนุนในจุดที่ยังเป็นช่องว่างของระบบ เช่น การพัฒนาชุดความรู้ การผลิตสื่อสุขภาพที่เข้าถึงคนพิการทางการได้ยิน การเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สื่อสารกับคนหูหนวกได้ดีขึ้น รวมถึงการสนับสนุนเวทีที่เปิดโอกาสให้คนพิการและกลุ่ม LGBTQ+ สะท้อนความต้องการของตนเอง นอกจากนี้ สสส. ยังมียุทธศาสตร์การทำงานกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น การพัฒนาคู่มือสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานเป็น LGBTQ+ และการค้นหาช่องว่างด้านองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มนี้
ด้าน ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) มีเป้าหมายให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ต้องการการออกแบบบริการที่จำเพาะ เช่น คนพิการทางการได้ยิน ที่อาจมีข้อจำกัดในการสื่อสารกับแพทย์ พยาบาล หรือการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ
ดร.นงลักษณ์ กล่าวว่า สปสช. มีบทบาททั้งด้านการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เกิดบริการสุขภาพ การคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ และการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการได้ทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เครือข่ายภาคประชาชนช่วยสื่อสารสิทธิ รับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียน เชื่อมต่อประชาชนกับหน่วยบริการ และพัฒนาศักยภาพให้เป็นกลไกร่วมดูแลสุขภาพในพื้นที่
ในส่วนของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ สปสช. เห็นว่ามีโอกาสทำงานร่วมกันได้หลายด้าน ทั้งการสำรวจปัญหาและความต้องการในพื้นที่ การพัฒนาสื่อสุขภาพที่เหมาะสมกับคนหูหนวก การยกระดับเครือข่ายที่มีศักยภาพให้เป็นต้นแบบในการดูแลสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการจัดทำข้อเสนอเพื่อผลักดันสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นในอนาคต
น.ส.ฉัตราภรณ์ ดิษฐศรีพร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีภารกิจหลักในด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ การระงับข้อพิพาท และการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยประชาชนสามารถขอคำปรึกษาทางกฎหมายได้ผ่านสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงใช้แอปพลิเคชัน Justice Care เพื่อร้องทุกข์หรือติดตามความคืบหน้า
น.ส.ฉัตราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เช่น การรับเรื่องร้องทุกข์ การประสานส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดหาทนายความในชั้นสอบสวนสำหรับเด็กและเยาวชน การจัดหาล่ามในกระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองพยาน และการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เครือข่ายคนหูหนวก LGBTQ+ ควรรับทราบ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือสมาชิกหรือเพื่อนในเครือข่ายเมื่อเกิดเหตุเดือดร้อนได้
นายชยกร วิทยาเวช ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนา กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวมีภารกิจในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มสตรีหรือครอบครัวเท่านั้น แต่ครอบคลุมประชาชนทุกเพศ รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศ และผู้ที่มีความอ่อนไหวต่อการถูกเลือกปฏิบัติ
นายชยกร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2566–2570 ผ่านหน่วยงานรัฐหลายกระทรวง และเมื่อแผนฉบับปัจจุบันสิ้นสุดลง จะมีการจัดทำแผนฉบับใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสที่เครือข่ายคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศจะเสนอประเด็น ปัญหา และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้การส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศครอบคลุมกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนมากขึ้น
นอกจากนี้ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวยังมีบทบาทในการส่งเสริมความรู้เรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ สนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ การพัฒนาองค์ความรู้ การคุ้มครองผู้มีความหลากหลายทางเพศ และการผลักดันข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการลดการเลือกปฏิบัติ เช่น การแต่งกายตามเพศสภาพ การเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการหรือกลไกต่าง ๆ อย่างมีสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาภาษามือที่ช่วยให้การสื่อสารเรื่องความหลากหลายทางเพศมีความลื่นไหลและครบถ้วนมากขึ้น
การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาศักยภาพและคุ้มครองสิทธิของคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศ จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันหลายมิติ ทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การสร้างเสริมสุขภาวะ การเข้าถึงบริการสุขภาพ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และการมีส่วนร่วมในนโยบายด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ โดยเครือข่ายคนหูหนวก LGBTQ+ ไม่ควรเป็นเพียง “ผู้รับบริการ” แต่ควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้ร่วมออกแบบ สะท้อนปัญหา และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง





