สปสช.เขตหนุน ‘เครือข่ายคนพิการ’ สู่ ‘หน่วยบริการ ม. 3 บัตรทอง’ ดูแลคนพิการในชุมชน
สปสช. เขตพื้นที่ พร้อมหนุน “เครือข่ายคนพิการ” พัฒนาเป็น “หน่วยบริการ มาตรา 3 ระบบบัตรทอง” ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการคนพิการในชุมชน ลดข้อจำกัดเดินทาง เติมช่องว่างขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพ พร้อมเป็นพี่เลี้ยงทุกกระบวนการตั้งแต่ขึ้นทะเบียน เขียนโครงการ เชื่อมงบกองทุนพื้นที่ จนถึงจัดบริการและเบิกจ่ายจริง
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เดินหน้าร่วมขับเคลื่อน “เครือข่ายคนพิการ” ร่วมจัดบริการตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กลไกสำคัญในการเติมเต็มบริการสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระดับพื้นที่ เนื่องจากมีคนพิการจำนวนมากที่ยังเผชิญข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคเข้าถึงบริการ ทั้งการเดินทาง การรับบริการเฉพาะทาง การรับบริการดูแลต่อเนื่องหลังรับบริการในสถานพยาบาล
นายพนมศักดิ์ เอมอยู่ ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช. เขต 3 นครสวรรค์ เปิดเผยว่า การจัดบริการคนพิการในพื้นที่ยังมีข้อท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาการเดินทาง ข้อมูลคนพิการที่ยังกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน และการขาดแคลนบุคลากรด้านฟื้นฟู เช่น นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด ขณะที่เครือข่ายในพื้นที่จำนวนมากยังติดปัญหาการเขียนโครงการ เพื่อขอรับงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ดังนั้นหากเครือข่ายคนพิการสามารถพัฒนาเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ได้ จะช่วยให้มีสถานะองค์กรชัดเจน และเข้าถึงงบประมาณเพื่อจัดบริการในพื้นที่ได้มากขึ้น
ดร.ประพจน์ บุญมี ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช. เขต 4 สระบุรี กล่าวว่า หน่วยบริการตามมาตรา 3 เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบในการดูแลกลุ่มเป้าหมาย เพราะเป็นบริการโดยภาคประชาชนที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ หรือการฟื้นฟูที่อาศัยประสบการณ์ตรงของเครือข่ายผู้ป่วยและคนพิการ ซึ่งหน่วยบริการหลักยังทำได้ไม่ครอบคลุมในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งปัจจุบันพื้นที่เขต 4 มีหน่วยบริการ IL ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 17 แห่ง และยังมีหน่วยบริการตามมาตรา 3 ทั้งสถานชีวาภิบาลและดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดย สปสช. เขต 4 มีเป้าหมายร่วมกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาหน่วยบริการประเภทอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถจัดบริการและเบิกค่าบริการกับ สปสช. ได้อย่างถูกต้อง
“การขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ไม่ได้หมายความว่าต้องรับงบจาก สปสช. เพียงช่องทางเดียว แต่ยังสามารถใช้สถานะหน่วยบริการในการขอสนับสนุนงบจาก กปท. กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด หรือหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟู และบริการเชิงรุกในชุมชนได้” ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช. เขต 4 สระบุรี กล่าว
ภก.ณรงค์ อาสายุทธ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 7 ขอนแก่น กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายที่เลขาธิการ สปสช. ให้ความสำคัญ โดยที่เขต 7 มีหน่วยบริการขึ้นทะเบียนแล้ว 24 แห่ง เป็นบริการฟื้นฟูสำหรับคนพิการ 10 แห่ง โดยทางสำนักงานฯ ได้เข้าไปสนับสนุนทั้งก่อนขึ้นทะเบียนและหลังขึ้นทะเบียน อย่างการเขียนโครงการ การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การประเมือนผล นอกจากนี้ยังมีเรื่องการสอนเข้าโปรแกรม บันทึกข้อมูล การเบิกจ่าย และแก้ปัญหาเมื่อการเบิกจ่ายติดขัด เพื่อให้หน่วยบริการมาตรา 3 จัดบริการได้จริง โดยหน่วยบริการมาตรา 3 นี้ ยังเป็นช่องทางส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เช่น การให้ความรู้เรื่องโรคที่เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ การตรวจคัดกรอง และการพากลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ระบบบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สปสช. เขต 7 มีงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคระดับเขตราว 17-20 ล้านบาท ที่เปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้
นายอัษฎาวุธ สาระสิทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช. เขต 9 นครราชสีมา กล่าวว่า หน่วยบริการตามมาตรา 3 เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมระบบสุขภาพกับท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อให้เห็นคุณค่าของบริการภาคประชาชน รวมถึงบริการที่จัดโดยเครือข่ายคนพิการ ในการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยการขับเคลื่อน สปสช. เขต 9 จะใช้ข้อมูลด้านสุขภาพในพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้เกิดการสนับสนุนบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประชาชน ทั้งด้านการเข้าถึงบริการ คุณภาพบริการ และผลลัพธ์สุขภาพ
ขณะที่ นายอาทิตย์ วสุรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มภารกิจสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น สปสช. กล่าวว่า ขณะนี้มีองค์ประกอบพร้อมแล้ว ทั้งนโยบาย การสนับสนุนจาก สปสช. เขต เครือข่ายภาคประชาชน และช่องทางงบประมาณ สิ่งสำคัญจากนี้คือการลงมือทำ โดยส่วนกลางพร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่ เพื่อนำไปปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนการจัดหน่วยบริการมาตรา 3 ของภาคประชาชน ที่รวมถึงเครือข่ายคนพิการมากขึ้น ที่เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ และการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของคนพิการในระดับชุมชน โดยอาศัยพลังของภาคประชาชน เครือข่ายคนพิการ และท้องถิ่น ร่วมขับเคลื่อนกับระบบบริการหลักในสถานพยาบาล เพื่อให้คนพิการได้รับบริการที่จำเป็น ใกล้บ้าน และตอบโจทย์ชีวิตจริงมากขึ้น




