“คนพิการสมควรได้รับสิทธิ โดยไม่ต้องร้องขอ” ม.รามฯ เริ่มทำสื่อบรรยาย หลัง นศ.หูตึงร้องให้แก้ไข
เตรียมเดินหน้าเผยแพร่สื่อคำบรรยาย ตั้งแต่ภาค 1 ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป หลัง นักศึกษานิติศาสตร์ ปี 2 ร้องขอความอนุเคราะห์ปรับปรุงระบบการเรียนการสอนเพื่อการเข้าถึงได้ของคนพิการทางการได้ยิน ย้ำ คนพิการไทยยังพบข้อจำกัด ขาดสื่อการเรียนที่ตอบโจทย์
จากกรณีที่ ณัฐนนท์ บุญสม นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นชายข้ามเพศที่ใช้ประสาทหูเทียมพร้อมด้วยเครื่องช่วยฟัง ได้ยื่นหนังสือถึง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณบดีคณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 68 เรื่อง “ขอความอนุเคราะห์ปรับปรุงระบบการเรียนการสอนเพื่อการเข้าถึงของนักศึกษาพิการทางการได้ยิน” กับทางมหาวิทยาลัยรามคำแหง
และต่อมา 17 ธ.ค. 68 ได้ส่ง หนังสือติดตามความคืบหน้ากับทางมหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังผ่านไปแล้ว 3 เดือน โดยมีจุดประสงค์ คือ เพื่อให้นักศึกษาพิการทางการได้ยิน สามารถเข้าถึง Accessibility ทางการเรียนได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากที่ผ่านประสบปัญหาในการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
1. คลิปการเรียนการสอนยังไม่มีคำบรรยาย (Closed Caption – CC) ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
2. ไม่มีเอกสารประกอบการเรียนการสอน ทำให้ไม่สามารถติดตามสาระสำคัญของเนื้อหาได้ครบถ้วน
จากการเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาในการถอดเสียงจากคลิปการสอนด้วยตนเองเฉลี่ยครั้งละกว่า 3 ชั่วโมง แม้จะใช้โปรแกรมช่วยถอดเสียง (Live Transcribe) แล้วก็ตาม ซึ่งก่อให้เกิด ภาระทางสมองของผู้หูตึง (Cognitive Load) อย่างมาก ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าและความเสียเปรียบทางการศึกษาอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับนักศึกษาทั่วไป
ล่าสุด ณัฐนนท์ ได้โพสต์ข้อความพร้อมแนบผลดำเนินการตาม หนังสือ อว 0601.0105/ 723 มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ใจความว่า
ตามที่ท่านได้มีหนังสือขอให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงแจ้งความคืบหน้า แนวทางการดำเนินงาน และกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดทำสื่อการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาพิการนั้น กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอชี้แจงผลการดำเนินการดังกล่าว ดังต่อไปนี้
1. ความคืบหน้าในการดำเนินการในเบื้องต้น ศูนย์บริการนักศึกษาพิการ งานบริการและสวัสดิการนักศึกษา กองกิจการนักศึกษา ได้ประสานงานกับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องในการจัดทำสื่อเทปคำบรรยาย ถึงแนวทางในการดำเนินการจัดทำข้อความคำบรรยายในเทปคำบรรยายรายกระบวนวิชานั้น ซึ่งจากการหารือสามารถทำได้โดยต้องจัดหาโปรแกรมสำหรับถอดข้อความจากเทปคำบรรยาย และได้ดำเนินการทดสอบโปรแกรมต่างๆ แล้ว เห็นควรใช้โปรแกรม Vocalog ในการถอดข้อความจากเทปคำบรรยาย เนื่องจากมีความถูกต้องและแม่นยำค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากเทปคำบรรยายถือเป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยและเจ้าของกระบวนวิชานั้นๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความยินยอมจากทางคณะหรือเจ้าของวิชานั้นๆ รวมถึงการตรวจสอบข้อความคำบรรยายว่าถูกต้องครบถ้วนเหมาะสม ก่อนนำสื่อที่กล่าวไปเผยแพร่ต่อไป
2. แนวทางในการดำเนินการจัดทำสื่อคำบรรยาย (เทปคำบรรยายและข้อความคำบรรยาย) มหาวิทยาลัยรามคำแหง พิจารณาแล้วเห็นควรตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการจัดทำสื่อเผยแพร่ดังกล่าว ประกอบด้วย คณะ สถาบันคอมพิวเตอร์ สำนักเทคโนโลยีการศึกษา และกองกิจการนักศึกษา โดยมีแนวทาง เบื้องต้นสามารถดำเนินการเผยแพร่สื่อดังกล่าว ตั้งแต่ภาค 1 ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โดยในขั้นต้นจักดำเนินการจัดทำสื่อคำบรรยายในรายกระบวนวิชาที่นักศึกษาได้ร้องขอก่อน และในอนาคตต่อไปหากสื่อดังกล่าวทำให้เกิดประโยชน์กับนักศึกษาในภาพรวม คณะกรรมการฯ อาจจะดำเนินการจัดทำสื่อคำบรรยายในกระบวนวิชาอื่นๆ อีกต่อไป
ทั้งนี้ ศูนย์บริการนักศึกษาพิการ งานบริการและสวัสดิการนักศึกษา กองกิจการนักศึกษา จะได้ดำเนินการติดต่อนักศึกษาเพื่อขอทราบรายวิชาที่นักศึกษามีความต้องการในการจัดทำสื่อคำบรรยาย เพื่อจะได้ดำเนินการจัดทำสื่อคำบรรยายต่อไป
ณัฐนนท์ เปิดเผยกับ The Active ว่า รู้สึกดีใจมาก ๆ เพราะรอมาหลายปีแล้วตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงปีแรก ๆ ว่าเมื่อไหร่ทางมหาวิทยาลัยจะมีบริการที่รองรับผู้พิการทางการได้ยิน เมื่อไม่เห็นว่ามีใครยื่นเรื่องเข้าไป ตนจึงตัดสินใจยื่นเข้าไปเอง และมหาวิทยาลัยได้นัดประชุมภายใน 45 วันหลังยื่นเรื่องไป
ก่อนจะย้ายมาเรียน ตนเองรู้ว่าจะต้องทำเรื่อง Accessibility กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพราะไม่มีบริการให้คนหูตึงจริง ๆ โดยตอนนั้นปี 60 ยังเด็กมากเราไม่รู้ต้องทำยังไง แต่สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จแม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม และอยากส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนพิการทุกคน คือการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และการลงมือทำเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง รวมถึงผู้อื่น
“การยื่นเรื่องครั้งนี้ผมมองว่าคุ้มค่ามาก ผมทำโดยมีเจตนาว่า เพราะผมเองก็เคยได้รับการมองเห็นจากใครสักคนมาก่อน ผมเลยมีแรงผลักที่จะส่งต่อการมองเห็นแบบนี้ ให้กับคนอื่นเหมือนที่ผมเคยได้รับครับ เพราะคนพิการแบบเรา ก็สมควรได้รับการมองเห็นโดยไม่ต้องร้องขอจากใคร”
ณัฐนนท์ บุญสม
พบคนพิการทางการได้ยิน มากเป็นอันดับ 2 ยังขาดสื่อการเรียนที่ตอบโจทย์
ทั้งนี้ ปี 2568 ประเทศไทยมีคนพิการ กว่า 2.28 ล้านคน คิดเป็น 3.45% ของประชากรทั้งหมด โดยแบ่งเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหวมากที่สุด 52.26% คนพิการทางการได้ยิน 19.27% และคนพิการทางการเห็น 7.54 % โดยที่ปัจจุบัน คนพิการทางการได้ยินมีจำนวน 418,612 คน ของจำนวนคนพิการทั้งหมด
ขณะที่ปัญหาหรือความแตกต่างในการเรียนร่วมระหว่างคนหูตึงโดยเฉพาะผู้ที่ใช้ประสาทหูเทียมและคนหูดี ที่พบความเหลื่อมล้ำ เช่น
1. การฟังครูสอนในห้องเรียน
แม้ประสาทหูเทียมจะช่วยให้ได้ยินเสียง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะ “เข้าใจ” ทุกคำที่ได้ยิน เพราะเสียงบางอย่างอาจบิดเบือน หรือกลายเป็นเสียงรบกวนในห้องเรียนที่มีเสียงสะท้อนหรือเสียงอื่น ๆ แทรกอยู่
2. ความเหนื่อยล้าในการใช้สมาธิ (Listening Fatigue)
การฟังด้วยสมาธิตลอดเวลา เช่น การจับการเคลื่อนไหวปาก (lip-reading) หรือแยกเสียงที่ต้องการฟัง อาจทำให้เหนื่อยง่ายกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในวิชาที่ยากหรือสอนเร็ว
3. การเรียนกลุ่มหรืออภิปราย
การฟังหลายเสียงพร้อมกัน เช่น เวลามีการอภิปราย อาจทำให้จับใจความไม่ได้ หรือไม่ทัน ซึ่งอาจรู้สึกถูกตัดออกจากวงสนทนาโดยไม่ตั้งใจ
4. ขาดสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม
เช่น ไม่มีซับไตเติลในวิดีโอการเรียน ไม่มีสรุปบทเรียน หรือไม่มีเครื่องช่วยฟังแบบ FM System ที่ช่วยขยายเสียงอาจารย์ให้ได้ยินชัดเจนขึ้น
สำหรับปัจจัยที่ช่วยให้เรียนได้ดีขึ้น แต่ยังไม่พบมากในประเทศไทย คือ
• การมีการบันทึกเสียง/วิดีโอ เพื่อย้อนฟัง/ดูใหม่
• การมีผู้ถอดบทเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ ล่ามภาษามือ (ถ้าใช้)
• การมีความเข้าใจและสนับสนุนจากอาจารย์และเพื่อน เช่น การพูดช้า ชัดเจน หันหน้ามาทางผู้เรียนเวลาพูด
• การใช้เทคโนโลยีเสริม เช่น แอปพลิเคชันแปลงเสียงเป็นข้อความ หรือการใช้ไมโครโฟนไร้สายเชื่อมกับประสาทหูเทียม
ทั้งนี้คนหูตึงที่ใช้ประสาทหูเทียมสามารถเรียนได้ดี ถ้าระบบและสภาพแวดล้อมสนับสนุนอย่างเหมาะสม
ขอบคุณ... https://theactive.thaipbs.or.th/news/learning-education-20260312





