‘บ้านพระเมตตา’ ศูนย์บริการคนพิการ ดูแล ‘ออทิสติก’ เชียงใหม่ พลังชุมชนเติมเต็มระบบบัตรทอง

‘บ้านพระเมตตา’ ศูนย์บริการคนพิการ ดูแล ‘ออทิสติก’ เชียงใหม่ พลังชุมชนเติมเต็มระบบบัตรทอง

คณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมฯ ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามการจัดบริการของ “บ้านพระเมตตา” และศูนย์บริการคนพิการออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ ชูพลังภาคประชาชนร่วมดูแลผู้ใช้สารเสพติดและบุคคลออทิสติก หลังขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านตามมาตรา 3 ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดภาระครอบครัว และเติมเต็มระบบบัตรทองในระดับชุมชน

คณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสร้างหลักประกันสุขภาพ นำโดย รศ.อภิญญา เวชยชัย ประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ บรมราชชนนี (สบยช.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 เพื่อติดตามการจัดบริการของหน่วยบริการภาคประชาชนที่ดูแลกลุ่มเปราะบางในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)

ทั้งนี้ คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชม “ชุมชนบำบัดภาคเหนือแห่งประเทศไทย” หรือ “บ้านพระเมตตา” อำเภอจอมทอง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านการจัดบริการสำหรับผู้ใช้สารเสพติดตามมาตรา 3 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 และเยี่ยมชมชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ให้บริการคำปรึกษา ส่งต่อ ฝึกกระตุ้นพัฒนาการ และส่งเสริมอาชีพแก่บุคคลออทิสติกและครอบครัว

รศ.อภิญญา เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ทั้งสองแห่งทำให้เห็นพลังของคนในชุมชนที่นำประสบการณ์ตรงมาพัฒนาเป็นระบบดูแลผู้อื่น โดยการจัดบริการตามมาตรา 3 เปิดโอกาสให้บริการสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการของรัฐ แต่ให้ภาคประชาชนที่มีความรู้และความเข้าใจปัญหาในพื้นที่ เข้ามาร่วมดูแล ประคับประคอง และสร้างกำลังใจแก่ผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

“สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนแนวคิด ‘มิตรภาพบำบัด’ ที่นำความเข้าใจ ความเอื้ออาทร และความเกื้อกูลในชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล บางคนที่เคยเป็นผู้รับบริการยังสามารถพัฒนาตนเองมาเป็นผู้ช่วยดูแลผู้อื่น ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพก้าวจากการคุ้มครองด้านสุขภาพ หรือ Health Coverage ไปสู่การคุ้มครองความเป็นมนุษย์ หรือ Human Coverage ที่มองมากกว่าโรคและการรักษา แต่ครอบคลุมถึงศักดิ์ศรี คุณค่า และการมีส่วนร่วมของประชาชน” รศ.อภิญญา กล่าว

นางวันเพ็ญ อำนาจกิติกร ผู้อำนวยการชุมชนบำบัดภาคเหนือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บ้านพระเมตตาเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร ให้บริการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดในภาคเหนือตั้งแต่ปี 2554 โดยปี 2568 มีผู้เลิกใช้ยาเสพติดได้สำเร็จร้อยละ 92 จากการติดตามผลเกือบ 1 ปีหลังกลับคืนสู่สังคม ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการบำบัด 93 คน และมีผู้ป่วยพร้อมครอบครัวรอรับบริการอีกกว่า 246 คน โดยใช้กระบวนการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ตั้งแต่การฟื้นฟูสติสัมปชัญญะ การดูแลและส่งต่อกรณีมีภาวะทางจิตเวช โดยประสานกับโรงพยาบาลจอมทอง ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยอยู่ในกระบวนการบำบัดต่อเนื่อง 6–18 เดือน เพื่อปรับความคิด พฤติกรรม อารมณ์ และเสริมทักษะชีวิตและอาชีพ

อย่างไรก็ตาม การดูแลมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 420 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งครอบครัวต้องรับภาระเป็นหลัก บ้านพระเมตตาจึงสมัครขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 และยื่นขอรับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น เทศบาลตำบลบ้านหลวง เพื่อดูแลผู้เข้ารับการบำบัด 91 ราย ในอัตรา 6,840 บาทต่อรายต่อ 4 เดือน รวม 622,440 บาท

“งบประมาณที่ได้รับจะช่วยสนับสนุนตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การส่งต่อ และค่าเดินทาง รวมถึงนำไปพัฒนากระบวนการบำบัดและฟื้นฟูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว” นางวันเพ็ญ กล่าว

นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการ สบยช. กล่าวว่า บ้านพระเมตตาเป็นต้นแบบชุมชนบำบัดที่เปิดให้ชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดสภาพแวดล้อมและกระบวนการบำบัดตามมาตรฐานของ สบยช. บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมต่อการดูแลผู้ใช้สารเสพติด การขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านตามมาตรา 3 จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมสนับสนุนให้บ้านพระเมตตาพัฒนาคุณภาพบริการได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับศูนย์บริการคนพิการออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ ในปีงบประมาณ 2569 ได้ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจัดบริการฟื้นฟูและฝึกกระตุ้นพัฒนาการแก่บุคคลออทิสติก 20 คน ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดภาระครอบครัว และส่งเสริมให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ผศ.ดวงพร อ่อนหวาน ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 และการได้รับงบประมาณตามจำนวนผู้รับบริการ ช่วยให้ชมรมจัดบริการแก่บุคคลออทิสติกได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมเสนอให้สนับสนุนการออกหน่วยฝึกพัฒนาการในพื้นที่ห่างไกล และพัฒนาชุดบริการเฉพาะด้านเพื่อใช้เป็นมาตรฐานสำหรับหน่วยร่วมบริการ

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หน่วยบริการภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญช่วยเติมเต็มการดูแลกลุ่มเปราะบางที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ความต่อเนื่อง และความใกล้ชิดกับชุมชน การขึ้นทะเบียนตามมาตรา 3 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณ แต่เป็นการยอมรับว่างานของภาคประชาชนมีมาตรฐาน มีบุคลากรที่ผ่านการอบรม และมีระบบบริการที่ชัดเจน ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่าขั้นตอนและภาระงานด้านเอกสารบางส่วนยังซับซ้อน สปสช. จะนำข้อมูลไปปรับปรุงกระบวนการให้คล่องตัว โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของบริการควบคู่กับกลไกตรวจสอบที่เหมาะสมต่อไป

“การเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบและจัดบริการตามบริบทของพื้นที่ จะช่วยให้การดูแลกลุ่มเปราะบางตอบโจทย์ความต้องการจริง เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และมีความยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจของระบบหลักประกันสุขภาพที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม” นพ.จเด็จ กล่าวในตอนท้าย

ขอบคุณ... https://www.thecoverage.info/news/content/11758

ที่มา: thecoverage.info/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 15 ก.ค. 69
วันที่โพสต์: 15/07/2569 เวลา 14:03:13 ดูภาพสไลด์โชว์ ‘บ้านพระเมตตา’ ศูนย์บริการคนพิการ ดูแล ‘ออทิสติก’ เชียงใหม่ พลังชุมชนเติมเต็มระบบบัตรทอง