‘เครือข่ายคนพิการ’ ค้าน ‘ร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่’ เตรียมขอมติสมัชชากว่า 700 องค์กร ระดมพลังทั่วประเทศ

‘เครือข่ายคนพิการ’ ค้าน ‘ร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่’ เตรียมขอมติสมัชชากว่า 700 องค์กร ระดมพลังทั่วประเทศ

เครือข่ายคนพิการ จับตาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่ ชี้กระทบสิทธิการรักษาพยาบาลและลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชน สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายด้านคนพิการ เตรียมนำเรื่องเข้าสู่ “สมัชชาคนพิการกว่า 700 องค์กร” เพื่อขอมติขับเคลื่อน พร้อมยืนยันหลักการระบบบัตรทองต้องจัดบริการอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และไม่มีภาระร่วมจ่ายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายการแพทย์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “คนพิการได้หรือเสีย? ก้าวต่อไปของคนพิการภายใต้ (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....” ผ่านระบบ Zoom เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนองค์กรคนพิการจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาระสำคัญของร่างกฎหมาย ตลอดจนร่วมกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของเครือข่ายคนพิการทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่

‘เครือข่ายคนพิการ’ ค้าน ‘ร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่’ เตรียมขอมติสมัชชากว่า 700 องค์กร ระดมพลังทั่วประเทศ

น.ส.อรุณวดี ลิ้มอังกูร ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายการแพทย์ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เป็นหลักประกันพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อคนพิการ ทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิ การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และการได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง การเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่เครือข่ายคนพิการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจทั้งสาระสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สมาคมสภาคนพิการฯ จึงจัดการประชุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเสนอแก้ไขกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนคนพิการร่วมวิเคราะห์บทบาทและกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพ กฎหมาย และนโยบาย รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้นำคนพิการให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นและระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสะท้อนปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของคนพิการ เพราะบริการสุขภาพสำหรับคนพิการไม่ได้มีเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ยังครอบคลุมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ การดูแลต่อเนื่อง และบริการที่ช่วยให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ

‘เครือข่ายคนพิการ’ ค้าน ‘ร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่’ เตรียมขอมติสมัชชากว่า 700 องค์กร ระดมพลังทั่วประเทศ

นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ เลขาธิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ย่อมส่งผลต่อคนพิการโดยตรง รวมถึงสมาชิกในครอบครัวที่ใช้สิทธิบัตรทอง ขณะเดียวกันยังมีคนพิการอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับสิทธิตามบัตรประจำตัวคนพิการ และต้องพึ่งพาระบบหลักประกันสุขภาพฯ เป็นหลักในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ทั้งนี้ จากการพิจารณาข้อมูลและรายละเอียดของร่างกฎหมาย เห็นว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของกฎหมายเดิม หากระบบมีปัญหาในด้านการบริหารจัดการ ก็ควรปรับปรุงกระบวนการทำงานและการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม โดยไม่ลดทอนสิทธิหรือเปลี่ยนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กลายเป็นการให้ความช่วยเหลือในลักษณะสงเคราะห์

“สิ่งที่เครือข่ายคนพิการกังวลคือ ร่างกฎหมายฉบับใหม่อาจทำให้สิทธิที่เคยตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาคเปลี่ยนไปเป็นสิทธิในลักษณะสงเคราะห์ ซึ่งกระทบต่อศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมของคนพิการ เราจึงยืนยันให้คงหลักการของกฎหมายเดิม พร้อมปรับปรุงการบริหารจัดการและขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและจริงจัง” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการชับเคลื่อนต่อไป สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายด้านคนพิการ จะนำประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ เข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาคนพิการ ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 700 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อขอมติร่วมกันคัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายของฝ่ายวุฒิสภา หากกระบวนการแก้ไขยังเดินหน้าด้วยสาระที่กระทบต่อสิทธิ เครือข่ายคนพิการทั่วประเทศก็พร้อมร่วมกันแสดงจุดยืน รวมถึงล่ารายชื่อและระดมพลังเพื่อยืนยันสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน

ด้าน นายวันเสาร์ ไชยกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายคนพิการ กล่าวว่า กระแสข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาการขาดทุนของหน่วยบริการและข้อกังวลว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ถูกนำมาเป็นเหตุผลสนับสนุนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาแก้ไขกฎหมายจำเป็นต้องวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่าข้อเสนอแต่ละประเด็นจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ และจะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อประชาชน คนพิการ และระบบสุขภาพโดยรวมอย่างไร

ทั้งนี้ องค์กรและเครือข่ายคนพิการมีส่วนร่วมผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพฯ มาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และทำงานร่วมกับภาคีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลและทำความเข้าใจร่างกฎหมายอย่างเท่าทัน เพื่อร่วมกันปกป้องหลักการที่ทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเสมอภาค โดยเฉพาะคนพิการซึ่งจำเป็นต้องใช้บริการสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และอุปกรณ์เครื่องช่วยอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งริเริ่มโดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา (กมธ.การสาธารณสุข สว.) มี 4 ประเด็นสำคัญที่ประชาชนและเครือข่ายคนพิการต้องติดตาม ได้แก่ การเปิดทางให้ร่วมจ่ายเมื่อรับบริการนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน การเพิ่มสัดส่วนผู้แทนหน่วยบริการและลดบทบาทภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. การเพิ่มอำนาจรมว.สาธารณสุขในการสั่งการหรือยับยั้งการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยตรง และการนำเงินกองทุนไปจ่ายต้นทุนประจำของหน่วยบริการ

ข้อเสนอดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนได้รับบริการแตกต่างกันตามความสามารถในการจ่าย ลดน้ำหนักเสียงของผู้ใช้สิทธิในการกำหนดนโยบาย และเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากจำนวนประชากรไปเป็นต้นทุนของหน่วยบริการ ซึ่งอาจกระทบต่อเงินที่ใช้จัดบริการตามสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะคนพิการและผู้ที่จำเป็นต้องรับบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

“นี่ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายละเอียด แต่เป็นการเปลี่ยนหลักการสำคัญของระบบบัตรทอง ทั้งความเสมอภาค การถ่วงดุลตรวจสอบ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากร เราจึงต้องยืนยันว่าประชาชนต้องได้รับบริการที่มีมาตรฐาน ทั่วถึง และเท่าเทียม ไม่มีภาระร่วมจ่ายที่เป็นอุปสรรคต่อการรักษา และผู้ใช้สิทธิต้องมีส่วนร่วมในระบบอย่างแท้จริง” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว

ขอบคุณ... https://www.thecoverage.info/news/content/12103

ที่มา: thecoverage.info/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 7 ก.ย.69
วันที่โพสต์: 7/09/2569 เวลา 14:16:26 ดูภาพสไลด์โชว์ ‘เครือข่ายคนพิการ’ ค้าน ‘ร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่’ เตรียมขอมติสมัชชากว่า 700 องค์กร ระดมพลังทั่วประเทศ