จ้างงานคนพิการ กฎหมายไม่ขลัง

แสดงความคิดเห็น

เบญจางค์ สุขจำนง ผู้จัดการแผนงานวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้านเศรษฐกิจและสังคม มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมและสุขภาวะ และ แก้วตา วิศวบำรุงชัย นักวิชาการของสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.)

พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2556 กำหนดมาตรการสำคัญไว้ เพื่อส่งเสริมอาชีพและคุ้มครองการมีงานทำของคนพิการ หรือให้คนพิการมีโอกาสใช้ความสามารถ มีรายได้ และพึ่งพาตนเอง เพื่อลดภาระของครอบครัว

กฎหมายกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมกัน ใน 3 วิธี ดังต่อไปนี้ 1. รับคนพิการเข้าทำงาน 2. ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือ 3. ให้สัมปทาน หรือสิทธิแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินในการประกอบอาชีพ

นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการทั้งรัฐและเอกชน จะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งดังกล่าว หรืออาจเลือกใช้ 2 หรือ 3 วิธีผสมผสานกัน (วิธีการลูกผสม) กฎหมายก็เปิดช่องให้สามารถทำได้ ตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของ สถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงาน ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป รับคนพิการที่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ในอัตราส่วนลูกจ้างฯ 100 คนต่อคนพิการ 1 คน โดยเศษของ 100 ที่เกิน 50 คน ให้รับคนพิการเพิ่มอีก 1 คน โดยนายจ้างจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจำนวน 1 เท่าของค่าจ้างที่จ่ายให้แก่คนพิการ

ยกตัวอย่าง บริษัท โชคดี จำกัด มีลูกจ้าง 100 คน ตามกฎหมายจะต้องรับลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานที่พิการเข้าทำงานในบริษัทนี้ จำนวน 1 คน แต่ถ้าบริษัท โชคดี จำกัด มีลูกจ้างทั้งสิ้น 151 คน บริษัทจะต้องรับลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานที่พิการเข้าทำงานจำนวน 2 คน หรือหากบริษัทนี้มีลูกจ้าง 351 คนจะต้องรับลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานที่พิการเข้าทำงาน จำนวนทั้งสิ้น 4 คน เป็นต้น

แต่ถ้าบริษัท โชคดี จำกัด ไม่สะดวกที่จะทำตาม ม.33 กฎหมายให้ใช้ทางเลือกถัดมาใน ม.34 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตาม ม.33 และมิได้ดำเนินการตาม ม.35สามารถใช้วิธีนำส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี

โดยให้คำนวณจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย ที่ใช้บังคับหลังสุดในปีก่อนหน้าปีที่นำส่ง คูณด้วย 365 วันต่อคนพิการที่มิได้รับเข้าทำงาน 1 คน หากส่งล่าช้าหรือส่งไม่ครบให้เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของจำนวนเงินที่ยังไม่ได้นำส่ง แต่ถ้าได้รับคนพิการเข้าทำงานหรือส่งเงินเข้ากองทุนแล้ว มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษี เป็นร้อยละของจำนวนเงินค่าจ้างที่จ่ายให้แก่คนพิการหรือที่ส่งเข้ากองทุนแล้วแต่กรณี

ตามมาตรา 35 กรณีที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตาม ม.33 และ 34 หน่วยงานของรัฐ นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นๆ อาจใช้วิธีให้สัมปทาน จัดหาสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือจ้างเหมาบริการ โดยวิธีกรณีพิเศษ ไม่ก็ฝึกงานหรือจัดให้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือหรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการแทนได้ เช่น บริษัท โชคดี จำกัด ไม่สะดวกที่จะจ้างคนพิการไว้ทำงาน และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นรายปี ก็สามารถเลือกใช้มาตรการที่สามได้ เช่น จัดหาสถานที่ให้คนพิการสามารถเข้าไปขายสินค้าภายในบริษัท เป็นต้น

เมื่อนายจ้าง หรือผู้ประกอบการทำดี กฎหมายก็มีรางวัลให้ ตามมาตรา 38 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งกำหนดให้ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่จ้างคนพิการมากกว่าร้อยละ 60 ของพนักงานทั้งหมดที่มีอยู่ โดยมีระยะเวลาจ้างเกินกว่า 180 วันในปีภาษีใด มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น ในอัตรา 3 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ถ้าไม่ยอมทำตามที่กฎหมายกำหนด กฎหมายก็มีบทลงโทษเขียนไว้ใน ม.36 โดยให้อายัดทรัพย์สินของนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ซึ่งไม่ยอมส่งเงินตาม ม.34

เบญจางค์ สุขจำนง ผู้จัดการแผนงานวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้านเศรษฐกิจและสังคม มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมและสุขภาวะ และ แก้วตา วิศวบำรุงชัย นักวิชาการของสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.) ร่วมกันอธิบายว่า ทุกวันนี้ทั่วประเทศมีคนพิการทุกประเภทรวมกันประมาณ 1.5–1.6 ล้านคน โดยมีคนพิการที่อยู่ในวัยแรงงาน อายุตั้งแต่ 15-60 ปี ประมาณ 8 แสนคน (ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย.2558)

แต่เมื่อพิจารณาจากสถิติการปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อปี 2557 เทียบกับจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศ ซึ่งมีลูกจ้าง ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 12,469 แห่ง คำนวณออกมาแล้วมีคนพิการ ที่สถานประกอบการเหล่านั้นต้องรับเข้าทำงานรวมไม่น้อยกว่า 58,253 คน แต่ในความเป็นจริงมีสถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงาน ตาม ม.33 เพียงแค่ 24,492 ราย นอกนั้นหันไปใช้วิธีส่งเงินเข้ากองทุนฯตาม ม.34 หรือใช้วิธีให้สัมปทานตาม ม.35 แทนการจ้างงานคนพิการ

ทั้งคู่ตั้งข้อสังเกตว่า การที่สถานประกอบการหลายแห่งยังไม่รับคนพิการเข้าทำงานอาจเป็นเพราะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น สถานที่ยังไม่พร้อม ยกตัวอย่าง หากรับคนพิการเข้าทำงาน ต้องจัดทำห้องน้ำใหม่ที่มีขนาดกว้างพอให้รถวีลแชร์สามารถเข้าไปได้มีทางลาดและ ราวจับสำหรับคนพิการ เป็นต้น

แก้วตาบอกว่า การปรับปรุงสถานที่เพื่อรองรับลูกจ้างหรือพนักงานที่พิการ กฎหมายกำหนดให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงไป หักลดหย่อนภาษีได้ อีกอย่าง ไม่เพียงแต่คนพิการจะได้รับประโยชน์ การปรับปรุงดังกล่าวยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงาน ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหวหรือลูกจ้างที่สูงอายุได้รับประโยชน์ด้วย

ขณะที่เบญจางค์เสริมว่า ที่จริงเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มีการจ้างงานหรือรับคนพิการเข้าทำงาน เพื่อขยายโอกาสให้คนพิการมีอาชีพ มีงานทำ และมีรายได้ เพราะวิธีนี้คนพิการจะได้รับประโยชน์โดยตรง การเลี่ยงไปใช้มาตรการอื่น เช่น ส่งเงินเข้ากองทุนฯ กว่าเงินจะตกถึงมือคนพิการต้องผ่านเงื่อนไขขั้นตอนการใช้เงินมากมาย ไม่เช่นนั้นก็ควรหันไปใช้วิธีรับซื้อผลิตภัณฑ์ที่คนพิการทำขายก็ยังดี

ทั้งคู่บอกว่า ถึงแม้ตัวเลขการรับคนพิการเข้าทำงานตามกฎหมาย ยังดูห่างไกลจากเป้าหมายที่ควรจะเป็น แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนายจ้างหรือผู้ประกอบการหลายคนยังไม่ทราบว่ามีกฎหมายดังกล่าวให้ต้องปฏิบัติ หรือทราบแต่อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในที่ทำงานยังไม่อำนวย หรืองานบางอย่าง การจะให้คนพิการทำอาจต้องใช้ผู้คอยช่วยเหลือเกื้อกูลเขาอีกทอด หรือต้องมีสิ่งเสริมเพิ่มเติมอำนวยความสะดวกในการทำงาน แต่ปัจจุบันก็มีหน่วยงานของรัฐและบริษัทหลายแห่งที่รับคนพิการไว้ทำงาน และสมควรได้รับการยกย่อง เช่น สปสช. สำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พิจิตร บริษัท เอไอเอส จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร รวมทั้งธุรกิจบริการตามร้านอาหารอีกหลายแห่ง เป็นต้น

“คนพิการส่วนใหญ่มีศักยภาพ สามารถทำงานได้ไม่ต่างกับคนร่างกายปกติ เพียงแต่สังคมยังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้พวกเขาเท่าที่ควร การจะให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติ และเป็นที่ยอมรับในสังคม อย่าลืมว่าพวกเขาต้องอาศัยกำลังใจและแรงผลักดันมหาศาล หากเราช่วยกันหยิบยื่นโอกาสให้พวกเขา ย่อมช่วยกันลดปัญหาให้สังคมได้อีกทาง” เบญจางค์ทิ้งท้าย.

ขอบคุณ... http://www.thairath.co.th/content/542051 (ขนาดไฟล์: 0 )

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 27 พ.ย.58
วันที่โพสต์: 29/11/2559 เวลา 05:54:13 ดูภาพสไลด์โชว์ จ้างงานคนพิการ กฎหมายไม่ขลัง

1 ลัดดา 29/11/2559 05:54:13

ที่จริงเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มีการจ้างงานหรือรับคนพิการเข้าทำงาน เพื่อขยายโอกาสให้คนพิการมีอาชีพ มีงานทำ และมีรายได้ เพราะวิธีนี้คนพิการจะได้รับประโยชน์โดยตรง การเลี่ยงไปใช้มาตรการอื่น เช่น ส่งเงินเข้ากองทุนฯ กว่าเงินจะตกถึงมือคนพิการต้องผ่านเงื่อนไขขั้นตอนการใช้เงินมากมาย และอีกอย่างไม่ควรกำหนดอายุคนพิการถ้าเขายังทำงานได้ เพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่ากีดกัน กันเลยค่ะ คนไทยเป็นคนมีน้ำใจอยู่แล้ว คนพิการเองเขาเลือกเกิดไม่ได้ ไม่มีใครอยากเกิดมาพิการ

2 วิรัตน์ 23/11/2559 12:02:22

ขอเป็นกำลังใจในการผลักดันช่วยเหลือคนพิการ โลกใบนี้ไม่ได้มีเฉพาะคนที่สมบูรณ์เท่านั้น คนที่พิการไม่ว่าด้านใดควรหยิบยื่นและให้โอกาสเขามากกว่าที่จะกีดกัน แต่ก็ขอชมเชยรัฐบาล คสช ที่ช่วยเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 800 บาทต่อเดือน ส่วนกระทรวงต้นสังกัดต้องขอติติงหน่อยที่มีเจ้าหน้าที่บางคน ยังรังเกียจคนพิการ ถ้าเขายังมีนิสัยติดยึดแบบนี้ควรหาโอกาสให้เขาไปทำตำแหน่งอื่นจะดีกว่านะครับ

3 สมชาย 11/08/2559 12:16:33

ใด้สัมปทานพื้นที่ตามมาตรา35แต่เกิดเหตุการแบบนี้มีหน่วยงานใหนมาดูแลบ้างครับ

แสดงความคิดเห็น

รอตรวจสอบ
จัดฟอร์แม็ต ดูการแสดงผล

รอตรวจสอบ

รอตรวจสอบ

รอตรวจสอบ

ยกเลิก

รายละเอียดกระทู้

เบญจางค์ สุขจำนง ผู้จัดการแผนงานวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้านเศรษฐกิจและสังคม มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมและสุขภาวะ และ แก้วตา วิศวบำรุงชัย นักวิชาการของสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.) พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2556 กำหนดมาตรการสำคัญไว้ เพื่อส่งเสริมอาชีพและคุ้มครองการมีงานทำของคนพิการ หรือให้คนพิการมีโอกาสใช้ความสามารถ มีรายได้ และพึ่งพาตนเอง เพื่อลดภาระของครอบครัว กฎหมายกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมกัน ใน 3 วิธี ดังต่อไปนี้ 1. รับคนพิการเข้าทำงาน 2. ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือ 3. ให้สัมปทาน หรือสิทธิแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินในการประกอบอาชีพ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการทั้งรัฐและเอกชน จะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งดังกล่าว หรืออาจเลือกใช้ 2 หรือ 3 วิธีผสมผสานกัน (วิธีการลูกผสม) กฎหมายก็เปิดช่องให้สามารถทำได้ ตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของ สถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงาน ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป รับคนพิการที่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ในอัตราส่วนลูกจ้างฯ 100 คนต่อคนพิการ 1 คน โดยเศษของ 100 ที่เกิน 50 คน ให้รับคนพิการเพิ่มอีก 1 คน โดยนายจ้างจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจำนวน 1 เท่าของค่าจ้างที่จ่ายให้แก่คนพิการ ยกตัวอย่าง บริษัท โชคดี จำกัด มีลูกจ้าง 100 คน ตามกฎหมายจะต้องรับลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานที่พิการเข้าทำงานในบริษัทนี้ จำนวน 1 คน แต่ถ้าบริษัท โชคดี จำกัด มีลูกจ้างทั้งสิ้น 151 คน บริษัทจะต้องรับลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานที่พิการเข้าทำงานจำนวน 2 คน หรือหากบริษัทนี้มีลูกจ้าง 351 คนจะต้องรับลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานที่พิการเข้าทำงาน จำนวนทั้งสิ้น 4 คน เป็นต้น แต่ถ้าบริษัท โชคดี จำกัด ไม่สะดวกที่จะทำตาม ม.33 กฎหมายให้ใช้ทางเลือกถัดมาใน ม.34 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตาม ม.33 และมิได้ดำเนินการตาม ม.35สามารถใช้วิธีนำส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี โดยให้คำนวณจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย ที่ใช้บังคับหลังสุดในปีก่อนหน้าปีที่นำส่ง คูณด้วย 365 วันต่อคนพิการที่มิได้รับเข้าทำงาน 1 คน หากส่งล่าช้าหรือส่งไม่ครบให้เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของจำนวนเงินที่ยังไม่ได้นำส่ง แต่ถ้าได้รับคนพิการเข้าทำงานหรือส่งเงินเข้ากองทุนแล้ว มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษี เป็นร้อยละของจำนวนเงินค่าจ้างที่จ่ายให้แก่คนพิการหรือที่ส่งเข้ากองทุนแล้วแต่กรณี ตามมาตรา 35 กรณีที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตาม ม.33 และ 34 หน่วยงานของรัฐ นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นๆ อาจใช้วิธีให้สัมปทาน จัดหาสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือจ้างเหมาบริการ โดยวิธีกรณีพิเศษ ไม่ก็ฝึกงานหรือจัดให้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือหรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการแทนได้ เช่น บริษัท โชคดี จำกัด ไม่สะดวกที่จะจ้างคนพิการไว้ทำงาน และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นรายปี ก็สามารถเลือกใช้มาตรการที่สามได้ เช่น จัดหาสถานที่ให้คนพิการสามารถเข้าไปขายสินค้าภายในบริษัท เป็นต้น เมื่อนายจ้าง หรือผู้ประกอบการทำดี กฎหมายก็มีรางวัลให้ ตามมาตรา 38 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งกำหนดให้ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่จ้างคนพิการมากกว่าร้อยละ 60 ของพนักงานทั้งหมดที่มีอยู่ โดยมีระยะเวลาจ้างเกินกว่า 180 วันในปีภาษีใด มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น ในอัตรา 3 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ถ้าไม่ยอมทำตามที่กฎหมายกำหนด กฎหมายก็มีบทลงโทษเขียนไว้ใน ม.36 โดยให้อายัดทรัพย์สินของนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ซึ่งไม่ยอมส่งเงินตาม ม.34 เบญจางค์ สุขจำนง ผู้จัดการแผนงานวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้านเศรษฐกิจและสังคม มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมและสุขภาวะ และ แก้วตา วิศวบำรุงชัย นักวิชาการของสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.) ร่วมกันอธิบายว่า ทุกวันนี้ทั่วประเทศมีคนพิการทุกประเภทรวมกันประมาณ 1.5–1.6 ล้านคน โดยมีคนพิการที่อยู่ในวัยแรงงาน อายุตั้งแต่ 15-60 ปี ประมาณ 8 แสนคน (ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย.2558) แต่เมื่อพิจารณาจากสถิติการปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อปี 2557 เทียบกับจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศ ซึ่งมีลูกจ้าง ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 12,469 แห่ง คำนวณออกมาแล้วมีคนพิการ ที่สถานประกอบการเหล่านั้นต้องรับเข้าทำงานรวมไม่น้อยกว่า 58,253 คน แต่ในความเป็นจริงมีสถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงาน ตาม ม.33 เพียงแค่ 24,492 ราย นอกนั้นหันไปใช้วิธีส่งเงินเข้ากองทุนฯตาม ม.34 หรือใช้วิธีให้สัมปทานตาม ม.35 แทนการจ้างงานคนพิการ ทั้งคู่ตั้งข้อสังเกตว่า การที่สถานประกอบการหลายแห่งยังไม่รับคนพิการเข้าทำงานอาจเป็นเพราะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น สถานที่ยังไม่พร้อม ยกตัวอย่าง หากรับคนพิการเข้าทำงาน ต้องจัดทำห้องน้ำใหม่ที่มีขนาดกว้างพอให้รถวีลแชร์สามารถเข้าไปได้มีทางลาดและ ราวจับสำหรับคนพิการ เป็นต้น แก้วตาบอกว่า การปรับปรุงสถานที่เพื่อรองรับลูกจ้างหรือพนักงานที่พิการ กฎหมายกำหนดให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงไป หักลดหย่อนภาษีได้ อีกอย่าง ไม่เพียงแต่คนพิการจะได้รับประโยชน์ การปรับปรุงดังกล่าวยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงาน ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหวหรือลูกจ้างที่สูงอายุได้รับประโยชน์ด้วย ขณะที่เบญจางค์เสริมว่า ที่จริงเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มีการจ้างงานหรือรับคนพิการเข้าทำงาน เพื่อขยายโอกาสให้คนพิการมีอาชีพ มีงานทำ และมีรายได้ เพราะวิธีนี้คนพิการจะได้รับประโยชน์โดยตรง การเลี่ยงไปใช้มาตรการอื่น เช่น ส่งเงินเข้ากองทุนฯ กว่าเงินจะตกถึงมือคนพิการต้องผ่านเงื่อนไขขั้นตอนการใช้เงินมากมาย ไม่เช่นนั้นก็ควรหันไปใช้วิธีรับซื้อผลิตภัณฑ์ที่คนพิการทำขายก็ยังดี ทั้งคู่บอกว่า ถึงแม้ตัวเลขการรับคนพิการเข้าทำงานตามกฎหมาย ยังดูห่างไกลจากเป้าหมายที่ควรจะเป็น แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนายจ้างหรือผู้ประกอบการหลายคนยังไม่ทราบว่ามีกฎหมายดังกล่าวให้ต้องปฏิบัติ หรือทราบแต่อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในที่ทำงานยังไม่อำนวย หรืองานบางอย่าง การจะให้คนพิการทำอาจต้องใช้ผู้คอยช่วยเหลือเกื้อกูลเขาอีกทอด หรือต้องมีสิ่งเสริมเพิ่มเติมอำนวยความสะดวกในการทำงาน แต่ปัจจุบันก็มีหน่วยงานของรัฐและบริษัทหลายแห่งที่รับคนพิการไว้ทำงาน และสมควรได้รับการยกย่อง เช่น สปสช. สำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พิจิตร บริษัท เอไอเอส จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร รวมทั้งธุรกิจบริการตามร้านอาหารอีกหลายแห่ง เป็นต้น “คนพิการส่วนใหญ่มีศักยภาพ สามารถทำงานได้ไม่ต่างกับคนร่างกายปกติ เพียงแต่สังคมยังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้พวกเขาเท่าที่ควร การจะให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติ และเป็นที่ยอมรับในสังคม อย่าลืมว่าพวกเขาต้องอาศัยกำลังใจและแรงผลักดันมหาศาล หากเราช่วยกันหยิบยื่นโอกาสให้พวกเขา ย่อมช่วยกันลดปัญหาให้สังคมได้อีกทาง” เบญจางค์ทิ้งท้าย. ขอบคุณ... http://www.thairath.co.th/content/542051

จัดฟอร์แม็ตข้อความและมัลติมีเดีย

  1. เพิ่ม
  2. เพิ่ม ลบ
  3. เพิ่ม ลบ
  4. เพิ่ม ลบ
  5. เพิ่ม ลบ
  6. เพิ่ม ลบ
  7. เพิ่ม ลบ
  8. เพิ่ม ลบ
  9. เพิ่ม ลบ
  10. ลบ
เลือกการตกแต่งที่ต้องการ

ตกลง ยกเลิก

รายละเอียดการใส่ ลิงค์ รูปภาพ วิดีโอ เพลง (Soundcloud)

Waiting...

ค้นหาข้อมูลในห้องกฎหมาย