"ฉันไม่มีขา แต่ฉันก็ทำได้" ทะลุขีดจำกัดกับไฮร็อกซ์ เรื่องราวจากผู้ที่ชนะทั้งร่างกายและการแข่งขัน
[/p]
[b]เรื่องราวของผู้แข่งขันจากฟิลิปปินส์[/b]
ไกลออกไปจากประเทศไทยราว 2,000 กิโลเมตร อามีร์ ซานเชซ อาฮิด ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ หลังเข้าแข่งขันกีฬาไฮร็อกซ์ในประเทศไทยร่วมกับเคนต์ มันดาเว ตูมางัน พาร์ทเนอร์ของเขาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ทั้งเขาและเคนต์เสียขาข้างหนึ่งของตัวเองไปจากโรคมะเร็งกระดูกออสทีโอซาร์โคมา (Osteosarcoma) ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดหายาก โดยในสหรัฐอเมริกา มีการวินิจฉัยผู้ป่วยรายใหม่ของมะเร็งชนิดนี้ราว 1,000 รายต่อปี และส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุตั้งแต่ 10 ปี จนถึงผู้ใหญ่อายุ 30 ปี
อามีร์ในวัย 30 ปี บอกว่าเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ตอนที่เขาอายุได้ 13 ปี ส่วนเคนต์พบว่าเป็นโรคเดียวกันตอนที่อายุได้ราว 17 ปี
อามีร์เล่าว่าการรักษามะเร็งกระดูกในฟิลิปปินส์ตอนนั้นถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะยาและแนวทางการรักษายังไม่ได้รับการวิจัยและพัฒนาอย่างกว้างขวางเหมือนในปัจจุบัน อีกทั้งมะเร็งชนิดที่ทั้งคู่เป็น เป็นประเภทลุกลามเร็ว สุดท้ายหลังเข้ารับคีโมถึง 5 รอบ เขาก็เข้ารับการผ่าตัดขา ก่อนที่จะเข้ารับคีโมอีกหนึ่งครั้ง รวมระยะเวลารักษาตัวราวสองปี ก่อนแพทย์จะยืนยันว่าเขาปลอดจากมะเร็งแล้ว
อามีร์ในวัยผู้ใหญ่เล่าย้อนความกลับไปถึงเรื่องราวในอดีตว่า เขาเป็นเด็กที่รักกีฬามาก และเคยออกไปวิ่งจ็อกกิ้งกับพ่อทุกเช้าในหมู่บ้านที่เขาเติบโตขึ้นมา เพราะเขามีความฝันอยากติดทีมกรีฑาของโรงเรียน
ทว่าเมื่อมะเร็งมาเยือน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด และมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขาที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าสุดท้ายทั้งเขาและเคนต์ต่างก็รู้สึกว่าตัวเอง "โชคดีมากที่สามารถรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะแม้ว่าโรคนี้อาจทำให้ร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ผมคิดว่าการได้ผ่านพ้นและรอดชีวิตจากมะเร็งกระดูกมาได้ กลับเปิดโอกาสมากมายให้กับชีวิตของเราในตอนนี้"
จากเด็กที่เคยมีวิถีชีวิตที่แอคทีฟมาก ๆ อามีร์ห่างหายจากเส้นทางกีฬาไปถึง 6 ปีเต็ม และนั่นเป็นตอนที่เขาศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาแล้ว
อามีร์เรียนต่อด้านสถาปัตยกรรมและหลังจากการสอบกลางภาคเรียนครั้งหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเครียดและสารพัดเส้นตายที่ซ้อนทับกัน อาจารย์ที่สอนก็ชวนเขาและนักเรียนคนอื่น ๆ ไปปีนเขาเพื่อผ่อนคลาย
เขาถามอาจารย์คนนั้นกลับไปว่า "ผมจะทำได้เหรอ" ซึ่งอาจารย์คนนั้นก็ตอบกลับมาว่า "ทำไมจะไม่ได้"
สุดท้ายแล้วอามีร์จึงลองไปปีนเขาครั้งนั้นและค้นพบว่าเขาชอบกิจกรรมนี้อย่างมาก จนกลับมาตั้งชมรมและฝึกซ้อมร่างกายเป็นประจำเพื่อสร้างความแข็งแรง จากนั้นเขาก็ไม่เคยหยุดท้าท้ายตัวเองอีกเลย
เขาต่อยอดไปสู่การแข่งพายเรือมังกร (dragon boat) ซึ่งเป็นกีฬาพายเรือที่ได้รับความนิยมในฟิลิปปินส์ และนั่นเองก็เป็นสถานที่ที่ทำให้เขาได้พบกับเคนต์เป็นครั้งแรก เพราะเส้นทางของเคนต์ก็พาให้เขากลายมาเป็นตัวแทนนักกีฬาพายเรือมังกรจากนครเซบู จังหวัดเซบู เขตกิตนางคาบีซายาอัน ประเทศฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกัน
ไม่เพียงเท่านั้น อามีร์ยังตัดสินใจฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งวิ่งวิบาก และการแข่งนั้นเองก็ทำให้เขาได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่าเขาสามารถวิ่งได้อีกครั้งหนึ่ง แม้จะต้องใช้ไม้ค้ำยันก็ตาม
"มันเป็นความรู้สึกที่ซาบซึ้งมาก เพราะก่อนหน้านั้นผมเคยรู้สึกท้อแท้และหมดหวังอยู่เหมือนกัน คิดว่าตัวเองคงไม่มีวันวิ่งได้อีกแล้วหลังจากสูญเสียขาไป แต่แล้วผมก็ได้มาถึงช่วงเวลาที่สามารถวิ่งได้อีกครั้ง อาจจะไม่เร็วเท่าตอนที่ยังมีขาทั้งสองข้าง แต่ผมกลับรู้สึกว่าตอนนี้ผมอาจจะวิ่งได้เร็วกว่าเดิมในอีกแง่หนึ่งเสียด้วยซ้ำ" อามีร์กล่าว และบอกว่าการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพช่วยให้เขากลับมามีความมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง
"ฉันไม่มีขา แต่ฉันก็ทำได้" ทะลุขีดจำกัดกับไฮร็อกซ์ เรื่องราวจากผู้ที่ชนะทั้งร่างกายและการแข่งขัน