หัวอกแม่ ”เด็กพิเศษ” กับเรื่องราวสุดเจ็บปวด วอนสังคมอย่าตัดสินแค่เป็น”ดาวน์ซินโดรม-ออทิสติก”
[/p]
คุณแม่เด็กดาวน์ซินโดรมผู้นี้ เล่าด้วยว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกเลือกปฏิบัติคือ การเดินทางด้วยรถสาธารณะ อยากให้กรมการขนส่งทางบกชี้ชัดกว่านี้ โดยเฉพาะสัญลักษณ์ที่นั่งของคนพิการ และผู้สูงอายุ ควรแยกออกจากกัน อย่างน้อยควรมี 2 ที่นั่งในแต่ละแถว และถ้าเป็นไปได้อาจต้องเข้มงวดกับประชาชนทั่วไปที่ขึ้นมานั่งอย่างเช่น อาจมีเจ้าหน้าที่คอยมาดูแลตรวจสอบมีบัตรผู้พิการจริงหรือไม่ บางครั้งเห็นคนปกติมานั่งแล้วก้มหน้าเล่นแต่โทรศัพท์ ไม่เคยดูว่าผู้พิการขึ้นรถมาจะมีที่นั่งไหม เคยเห็นน้องตาบอดเดินขึ้นมาไม่มีที่นั่ง เพราะที่นั่งของผู้พิการกลายเป็นที่นั่งของคนปกติที่เอาแต่นั่งเล่นโทรศัพท์ เลยมีความรู้สึกไม่ค่อยดี
“วันก่อนลูกชายขึ้นรถไฟฟ้า จะไปนั่งที่นั่งของผู้พิการ ปรากฏว่าเจอวัยรุ่นนั่งเล่นโทรศัพท์ เห็นแล้วก็สงสาร อีกเรื่องที่อยากแจ้งต่อสาธารณชน คือผู้นำของคนพิการที่ได้รับโครงการมาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ บางทีก็ไม่ได้ช่วยเหลืออย่างจริงจัง ส่วนมากทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และกลุ่มของตนมากกว่า ในขณะที่มีผู้ยากไร้จำนวนมากเข้าไม่ถึงโครงการดีๆที่ผู้นำของคนพิการเขียนขอโครงมา โดยอ้างว่าจะช่วยเหลือผู้พิการ”
นอกจากนี้คุณพิมผกา ยังฝากไปยังหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการช่วยเหลือผู้พิการที่ด้อยโอกาสให้มากกว่านี้ และอยากให้ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ช่วยดูงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายของแต่ละโครงการเกี่ยวกับผู้พิการว่าได้ใช้ก่อเกิดประโยชน์จริงหรือไม่มากน้อยเพียงใด
ผู้ปกครองของกลุ่มเด็กดาวน์ซินโดรมอีกคนที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์อันเจ็บปวดที่ได้พบเจอคือ คุณวิสา พระการุณ (สาลี่)
คุณแม่ของด.ช.ชยาพร แก้ววิชิต หรือน้องกิมมิค วัย 5 ขวบ เล่าว่า ตอนลูกชายอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง ครูฝึกกายภาพแนะนำให้หาโรงเรียนที่เปิดรับเด็กเรียนร่วม โดยให้เหตุผลว่ากิมมิคควรได้เติบโตและเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะลูกชายเป็นเด็กที่เรียนรู้ผ่านการสังเกตและการเลียนแบบได้ดี การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงน่าจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการได้มากขึ้น ตนจึงเริ่มค้นหาข้อมูลโรงเรียนต่างๆ และพบรายชื่อโรงเรียนที่ระบุว่าเปิดรับเด็กพิเศษเข้าเรียนร่วม โรงเรียนแรกเป็นโรงเรียนเอกชนใกล้บ้าน ทางโรงเรียนถามว่าพิการด้านไหน พอแจ้งเป็นดาวน์ซินโดรม คำตอบคือ รับเฉพาะเด็กออทิสติก ไม่รับเด็กดาวน์ซินโดรม
“โรงเรียนแรกผ่านไป จากนั้นเป็นโรงเรียนที่สอง สาม สี่ และห้า คำตอบก็ไม่ต่างกัน เหตุการณ์นี้ แม่อดคิดไม่ได้ว่า เพียงเพราะคำว่าดาวน์ซินโดรม ทีติดอยู่บนหน้าประวัติของลูก โอกาสในการแสดงศักยภาพของเขาก็หายไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
หัวอกแม่ ”เด็กพิเศษ” กับเรื่องราวสุดเจ็บปวด วอนสังคมอย่าตัดสินแค่เป็น”ดาวน์ซินโดรม-ออทิสติก”